ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ล่าสุดระบุว่า รัฐบาลมีมติเห็นชอบมาตรการปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่รวม 7 เรื่อง เพื่อผ่าตัดระบบโครงสร้างไฟฟ้าทั้งประเทศ มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพให้ภาคครัวเรือนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยมีรายละเอียดสำคัญที่ส่งผลต่อการประหยัดค่าใช้จ่ายดังนี้
- ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยใน 200 หน่วยแรก ให้เหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ครอบคลุมทั้งบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านไม่มีทะเบียนบ้านชั่วคราว รวมกว่า 23 ล้านครัวเรือน เริ่มมีผลทันทีในรอบบิลเดือนสิงหาคม 2569
- แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน มูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี ออกจากค่าไฟฐานของบ้านอยู่อาศัย โดยจะเก็บเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าจากแหล่งใหม่ เช่น กลุ่ม Data Center และผู้ซื้อขายไฟตรงมาอุดหนุนแทน
- ปลดล็อกเปิดเสรีซื้อขายไฟสะอาด (Direct PPA) ผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (TPA) ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมแบบไม่จำกัดโควตา เพื่อสร้างกลไกการแข่งขันราคา
- ส่งเสริมการติดโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) โดยเพิ่มโควตารับซื้อไฟส่วนเกินคืนจากประชาชนเป็น 500 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย นำไปหักลบในบิลค่าไฟได้ทันที
เจาะลึกเกณฑ์ ลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก และการเคลียร์ต้นทุนแฝง
การปรับปรุงโครงสร้างราคาในครั้งนี้ช่วยทลายข้อจำกัดเดิมที่เคยผลักภาระค่าไฟสาธารณะมารวมไว้ในบิลค่าไฟบ้าน นโยบายใหม่จะตัดต้นทุนส่วนนี้ออกไปทำให้ผู้ใช้ไฟทุกระดับได้รับประโยชน์จากการลดหย่อน โดยเฉพาะการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกให้เหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยนั้น จะคำนวณเป็นขั้นบันไดให้ทุกครัวเรือนโดยไม่มีการไปเพิ่มอัตราค่าไฟในหน่วยที่ 401 ขึ้นไป ทำให้บ้านที่ใช้ไฟปริมาณมากก็ยังคงได้ส่วนลดใน 200 หน่วยแรกด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เปลี่ยนเกณฑ์การจัดการระบบสัญญารับซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ หรือกลุ่ม Adder โดยสั่งการให้ 3 การไฟฟ้าเร่งเจรจากับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP และ VSPP เพื่อกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาให้ชัดเจน พร้อมปรับลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุอัตโนมัติจากเดิมที่เคยสูงถึง 10 บาทให้ลดลงมาอยู่ที่ระดับราคาเป็นธรรมตามต้นทุนจริงในเรทปัจจุบันคือประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย เม็ดเงินที่ประหยัดได้จากส่วนนี้มูลค่าหลักหมื่นล้านบาทต่อปีจะถูกนำกลับมาชดเชยเพื่อลดค่าไฟให้ประชาชน
สำหรับโครงการภาคประชาชนมีการเปิดตัวโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ ภายใต้หลักการ 1 ตำบล 1 โครงการ โดยเปลี่ยนเกณฑ์คัดเลือกใหม่เป็นแบบแข่งขันด้วยคะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) แทนระบบเดิม เพื่อป้องกันการผูกขาดและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง โดยรับซื้อในอัตราคงที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 25 ปี
จัดระเบียบการใช้ไฟฟ้ากลุ่ม Data Center ป้องกันการแย่งชิงทรัพยากร
กลุ่มธุรกิจ Data Center รายใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย จะถูกจัดกลุ่มประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการจัดหาไฟฟ้า รวมถึงต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สูงถึง 5-6 บาทต่อหน่วย เพื่อไม่ให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ดึงกระแสไฟราคาถูกไปใช้แล้วผลักภาระต้นทุนมาให้ภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม รัฐจะนำกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่เกินอยู่ไปเสนอขายให้แก่กลุ่มนี้เพื่อนำรายได้กลับมาอุดหนุนบิลค่าไฟบ้านอีกทางหนึ่ง
มาตรการควบคุมความเสี่ยงยังบังคับให้ Data Center รายใหญ่ต้องวางหลักประกัน (Bond) ยืนยันความพร้อมก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบสายส่งไฟฟ้าให้ และต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบการพิจารณา เนื่องจากระบบหล่อเย็นของธุรกิจประเภทนี้ใช้น้ำปริมาณมหาศาล มาตรการนี้จึงช่วยป้องกันการแย่งชิงน้ำจากภาคการเกษตรและประชาชนในพื้นที่
การเปิดตลาดซื้อขายไฟสะอาดเสรีแบบไร้ลิมิตโควตา จะช่วยเปลี่ยนบทบาทของการไฟฟ้าให้ทำหน้าที่ดูแลระบบโครงข่ายเพียงอย่างเดียว เปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตที่ทำราคาได้ถูกที่สุด กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
สรุปภาพรวมมาตรการพลังงาน
การผ่าตัดโครงสร้างพลังงานของ กพช. ในรอบนี้ ส่งผลดีต่อผู้บริโภคโดยตรงผ่านการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกเหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เริ่มตั้งแต่บิลเดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ควบคู่กับการแยกต้นทุนไฟสาธารณะและการปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าแพงจากโรงไฟฟ้าเอกชน เอกชนรายใหญ่กลุ่ม Data Center ต้องแบกรับต้นทุนจริงและวางหลักประกัน เพื่อลดภาระและป้องกันไม่ให้คนไทยต้องแบกรับต้นทุนแฝงในระยะยาว