เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน หลังจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาแสดงทัศนะว่ายังมีช่องว่างในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก แม้ว่าประสิทธิภาพในการคุมเงินเฟ้ออาจจะมีจำกัดก็ตาม โดยมองว่าการที่เงินบาทอ่อนค่าลงจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้ดีกว่า สอดคล้องกับภาพรวมของตลาดการเงินที่ดอลลาร์สหรัฐเริ่มกลับมามีความต้องการมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทและเศรษฐกิจโลก
ในฝั่งของสหรัฐฯ มีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจซึ่งส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ดังนี้:
- ทิศทางดอกเบี้ยไทย: ธปท. มองว่าเงินบาทควรอ่อนค่าเพื่อสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้ตลาดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด: เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนธันวาคมออกมาที่ 0.2% MOM ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.3% ส่งผลให้ Treasury yields ปรับตัวลดลง
- ดอลลาร์แข็งค่า: แม้ผลตอบแทนพันธบัตรจะลดลง แต่ดัชนีเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าขึ้นจากปัจจัยความเชื่อมั่นและนโยบายการคลัง
- งบประมาณสหรัฐฯ: การขาดดุลงบประมาณในปี 2025 ลดลงเหลือ 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ (จากข้อมูลอัปเดตล่าสุด) ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ภาษีศุลกากรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า ค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินในประเทศที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผนวกกับความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐจากรายได้ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลดีต่อสถานะการคลังของสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า
สรุป ค่าเงินบาทวันนี้มีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามการส่งสัญญาณของ ธปท. โดยประเมินกรอบเคลื่อนไหวอยู่ที่ 31.40-31.65 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลโดยตรงต่อการแกว่งตัวของราคาในตลาดโลก