ข้อมูลจากตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้เตือนภัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา แม้เบอร์มิจฉาชีพจะไม่มีรูปแบบตายตัวและใช้หมวดหมู่เบอร์ทั่วไปอย่าง 098 หรือ 099 แต่การสังเกตความผิดปกติและการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นสามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเสียทรัพย์สินได้ทันท่วงที
- สังเกตรหัสเบอร์โทร: เบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย +697 หรือ +698 เป็นการโทรผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (VoIP) จากต่างประเทศ ซึ่งมิจฉาชีพนิยมใช้
- พฤติกรรมต้องสงสัย: มักโทรนอกเวลาราชการ ใช้ระบบเสียงตอบรับอัตโนมัติ (IVR) และพูดจาข่มขู่หรือเร่งรัดให้โอนเงินทันที
- การส่งข้อมูล: มีการส่ง SMS หรือแชทแนบลิงก์ปลอม อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสถาบันการเงิน
รวมวิธีเช็กเบอร์มิจฉาชีพ ตรวจสอบประวัติเบอร์แปลกก่อนรับสาย
การตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์แปลกที่โทรเข้ามาสามารถทำได้หลายช่องทาง เพื่อยึดถือข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะหลงเชื่อหรือโอนเงิน ดังนี้
- ค้นหาผ่าน Search Engine: นำเบอร์โทรศัพท์ไปเสิร์ชใน Google โดยพิมพ์หมายเลขตามด้วยคำว่า “มิจฉาชีพ” หรือ “เบอร์อันตราย” เพื่อดูว่ามีผู้เสียหายเคยโพสต์แจ้งเตือนไว้หรือไม่
- ใช้แอปพลิเคชันระบุสายโทรเข้า: ติดตั้งแอปพลิเคชัน Whoscall เพื่อช่วยตรวจจับและเตือนชื่อบัญชีผู้ใช้หรือเบอร์โทรศัพท์สายด่วนคอลเซ็นเตอร์ได้แบบเรียลไทม์
- ตรวจสอบผ่านโซเชียลมีเดีย: นำเบอร์ไปค้นหาใน Facebook หรือลองนำเบอร์ไปกดเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชัน LINE เพื่อดูชื่อโปรไฟล์และรูปภาพว่าตรงกับตัวตนที่แอบอ้างหรือไม่
- ตรวจสอบเครือข่ายผ่านระบบ USSD: สามารถกดรหัสตรวจสอบเบอร์และเครือข่ายปลายทางได้ฟรีผ่านค่ายมือถือ
- AIS: กด 727 ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ # แล้วโทรออก
- TRUE: กด 933 ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ # แล้วโทรออก
- DTAC: กด 102 ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ # แล้วโทรออก
| ช่องทางตรวจสอบ | ความสะดวก | จุดเด่น |
| Google / Facebook | ทำได้ทันที ไม่ต้องลงแอป | เห็นประสบการณ์จริงจากผู้เสียหายรายอื่น |
| แอปพลิเคชัน Whoscall | ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ | แสดงเตือนทันทีขณะมีสายโทรเข้า |
| ค้นหาผ่าน LINE | ตรวจสอบตัวตน | เห็นรูปโปรไฟล์และชื่อบัญชีที่ผูกไว้ |
| กดรหัส USSD ค่ายมือถือ | ใช้งานได้ฟรีทุกเครือข่าย | เช็กเครือข่ายปลายทางเพื่อยืนยันเบอร์ |
แนวทางรับมือเมื่อเจอเบอร์มิจฉาชีพป้องกันเงินหาย
เมื่อพบเบอร์แปลกโทรเข้ามา หลักปฏิบัติสำคัญคือการตั้งสติและปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนตัวทุกชนิด สถาบันการเงินและหน่วยงานรัฐไม่มีนโยบายโทรติดตามเพื่อขอรหัสผ่าน เลขบัตรประชาชน หรือให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี หากปลายสายอ้างว่ามีเงินโอนผิดเข้ามาในบัญชี ห้ามโอนเงินกลับด้วยตัวเองเด็ดขาด ให้ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีโดยตรงเพื่อดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนทางกฎหมาย
นอกจากนี้ ไม่ควรคลิกลิงก์ใด ๆ ที่ส่งมาทาง SMS หรือแอปพลิเคชันแชท เพราะอาจเป็นการติดตั้งมัลแวร์เพื่อควบคุมมือถือจากระยะไกล หากยืนยันได้ว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้ทำการกดบล็อกหมายเลขทันทีเพื่อป้องกันการติดต่อซ้ำ
สรุป
การเช็กเบอร์มิจฉาชีพก่อนรับสายหรือก่อนโอนเงินเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง การสังเกตรหัสเบอร์โทร การใช้เครื่องมือตรวจสอบเบอร์แปลก และการปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนตัว จะเป็นเกราะป้องกันภัยทางการเงินในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ