ข้อมูลจากเว็บไซต์ Sanook Money ได้ระบุถึงพฤติกรรมการใช้เงินที่กลายเป็นจุดตายของคนใช้บัตรเครดิต จนนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเงินและทำให้หนี้พอกพูนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสามารถสรุปพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นตัวการหลักได้ดังนี้
- ชำระขั้นต่ำสะสม: การจ่ายเพียงยอดขั้นต่ำส่งผลให้เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปตัดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยทบต้นจึงวิ่งเดินหน้าต่อเนื่องและเงินต้นลดลงช้ามาก
- จ่ายปุ๊บกดปั๊บใช้วงเงินซ้ำ: ชำระเงินเข้าบัตรแล้วรีบนำวงเงินออกมาหมุนใช้ทันที สะท้อนถึงการพึ่งพาเครดิตเพื่อประคองชีวิตประจำวันจนไม่มีสภาพคล่องแท้จริง
- เปิดบัตรใหม่มาโปะบัตรเก่า: การย้ายภาระหนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีแผนชำระคืนที่ชัดเจน ทำให้ภาระหนี้กระจายตัวหลายบัญชีและควบคุมได้ยากขึ้น
- ผ่อน 0% สะสมจนค่างวดตึง: แม้ไม่มีดอกเบี้ย แต่การผ่อนหลายรายการพร้อมกันทำให้ยอดชำระต่อเดือนสูงเกินกำลัง
จุดตายเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้บัตรประเมินความเสี่ยงทางการเงินของตนเองได้ทันเวลา ก่อนที่ภาระหนี้จะลุกลามจนไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง
การใช้บัตรเครดิตอย่างไม่ระมัดระวังมักเริ่มต้นจากความรู้สึกว่าจ่ายไหว โดยเฉพาะเมื่อชำระเพียงยอดขั้นต่ำหรือเลือกใช้โปรโมชันผ่อนชำระ 0% หลายรายการพร้อมกัน ทว่าการจ่ายขั้นต่ำจะทำให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยจากยอดคงค้างทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่บันทึกรายการ ไม่ใช่คิดเฉพาะยอดที่เหลืออยู่ เมื่อดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมถูกคิดสะสมทุกเดือน เงินที่ชำระเข้าไปจึงถูกนำไปตัดดอกเบี้ยก่อนตัดเงินต้น ส่งผลให้ยอดหนี้แทบไม่ลดลงเลย
อีกหนึ่งพฤติกรรมอันตรายคือการใช้วงเงินซ้ำทันทีหลังจากชำระเข้าไป รวมถึงการเปิดบัตรเครดิตใบใหม่เพื่อนำเงินสดมาจ่ายบัตรใบเดิม พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่ากำลังเกิดปัญหาสภาพคล่องรุนแรง การเพิ่มจำนวนบัญชีหนี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้ที่มีอยู่ แต่เป็นการยืดเวลาและสร้างดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย หากเริ่มพบว่ามียอดผ่อนชำระรวมเกินกว่า 30-40% ของรายได้ต่อเดือน ควรหยุดการรูดบัตรเพิ่ม รวบรวมยอดหนี้ทั้งหมด และติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ทันที
จุดตายคนใช้บัตรเครดิตเกิดจากการขาดการวางแผนสภาพคล่อง ทั้งการจ่ายขั้นต่ำ การใช้วงเงินซ้ำ และการสมัครบัตรใหม่เพื่อหมุนเงินโปะหนี้เก่า การหยุดเพิ่มหนี้ใหม่และรีบวางแผนชำระเงินต้นให้เร็วที่สุด คือวิธี единственный ที่จะช่วยให้รอดพ้นจากวงจรอุบาทว์ทางการเงินได้อย่างยั่งยืน