ค่าเงินบาทวันนี้ (13 มกราคม 2569) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักที่กดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงมาจากความกังวลเรื่องการสอบสวนประธานเฟด ขณะที่ราคาทองคำยังคงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการภายในประเทศที่ ธปท. เตรียมปรับลดเงินนำส่ง FIDF เพื่อช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจรายย่อย
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าเงิน
สถานการณ์โลกในช่วงนี้เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ดังนี้
ศึกรีดภาษี 25%: โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน (เช่น จีน อินเดีย ตุรกี) มีผลทันที เพื่อตอบโต้เหตุความรุนแรงในอิหร่าน
ประธานเฟดโดนหมายเรียก: เจอโรม พาวเวลล์ เผยว่าได้รับหมายเรียกสอบสวนคดีอาญาปมงบปรับปรุงสำนักงานใหญ่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแรงกดดันทางการเมืองหลังเฟดไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามสั่ง
มาตรการอุ้ม SMEs ไทย: ธปท. ประกาศลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.32% ตลอดปี 2026 เพื่อลดต้นทุนแบงก์และส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเผชิญวิกฤต
บทวิเคราะห์และกลยุทธ์การรับมือ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นักลงทุนควรติดตามทิศทางราคาทองคำอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนในเชิงแข็งค่า ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการ SMEs ควรเตรียมรับมือกับต้นทุนนำเข้า-ส่งออกที่อาจเปลี่ยนแปลงจากกำแพงภาษีใหม่ของทรัมป์ แม้จะได้รับอานิสงส์จากการช่วยเหลือของ ธปท. ก็ตาม
สรุปได้ว่า ค่าเงินบาทวันนี้ ยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าตามปัจจัยทองคำและดอลลาร์ที่อ่อนแอ แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อคู่ค้าหลักของไทย โดยกรอบการเคลื่อนไหวสำคัญยังคงอยู่ที่ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์