สำนักงานประกันสังคมเตรียมปรับฐานเพดานค่าจ้างใหม่เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับผู้ประกันตน โดยจะเริ่มปรับเปลี่ยนแบบขั้นบันไดตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เงินสมทบที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยยกระดับสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะ “เงินบำนาญชราภาพ” ที่มีโอกาสขยับสูงขึ้นถึงเดือนละ 8,050 บาท จากเดิมที่เคยได้รับสูงสุดเพียงประมาณ 5,250 บาทเท่านั้น
ส่องไทม์ไลน์ เงินบำนาญ ปรับเพดานเงินสมทบและสิทธิประโยชน์บำนาญ
การปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้ผู้ประกันตนและนายจ้างได้ปรับตัว ซึ่งส่งผลต่อยอดเงินบำนาญที่จะได้รับในอนาคตดังนี้
- ระยะแรก (2569-2571): ปรับฐานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท (จ่ายสูงสุด 875 บาท/เดือน) หากส่งครบ 25 ปี จะได้รับบำนาญ 6,125 บาท/เดือน
- ระยะที่สอง (2572-2574): ปรับฐานค่าจ้างเป็น 20,000 บาท (จ่ายสูงสุด 1,000 บาท/เดือน) หากส่งครบ 25 ปี จะได้รับบำนาญ 7,000 บาท/เดือน
- ระยะที่สาม (2575 เป็นต้นไป): ปรับฐานค่าจ้างเป็น 23,000 บาท (จ่ายสูงสุด 1,150 บาท/เดือน) หากส่งครบ 25 ปี จะได้รับบำนาญ 8,050 บาท/เดือน
สำหรับใครที่ตั้งเป้าอยากได้เงินบำนาญสูงสุด 8,050 บาทต่อเดือน จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยต้องมีการส่งเงินสมทบต่อเนื่องครบ 25 ปี (หรือ 300 เดือน) และมีฐานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายอยู่ที่ 23,000 บาท ซึ่งจะมีผลสมบูรณ์ตามแผนตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป
โดยสรุปแล้ว การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณที่ดีขึ้น แม้จะต้องจ่ายเงินสมทบรายเดือนเพิ่มขึ้น แต่สิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยว่างงาน และเงินคลอดบุตร ก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามฐานค่าจ้างใหม่นี้ด้วยเช่นกัน ใครที่วางแผนเกษียณควรเช็กจำนวนปีที่ส่งสมทบให้ดีเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมาย