ข้อมูลจากกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมิน ค่าเงินบาทวันนี้ เคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางตลาดดังนี้
- ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงข้ามคืน โดยขยับตามทิศทางราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดโลก
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้นหลังจากมีสัญญาณว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจล้มเหลว
- แรงกดดันจากเงินเฟ้อในประเทศที่อาจพุ่งสูงถึง 4-5% ตามการประเมินของกระทรวงการคลังจากต้นทุนพลังงาน
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทวันนี้
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงและดึงให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงไร้ข้อยุติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยอมรับสิทธิระหว่างกัน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินโลกอย่างต่อเนื่อง
นอกจากปัจจัยทางการเมืองแล้ว ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนในเดือนเมษายนที่พุ่งสูงถึง 8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ยังสะท้อนถึงวิกฤตพลังงานที่กำลังลามไปทั่วภูมิภาค ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่จะถูกส่งต่อมายังผู้บริโภค กลายเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มขยายตัวเป็นวงกว้าง
สำหรับในประเทศไทย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อไทยปีนี้อาจพุ่งสูงถึง 4-5% ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำเข้าและส่งออกต้องใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินและต้นทุนสินค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงในช่วงครึ่งปีหลัง
สรุป ค่าเงินบาทวันนี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแข็งค่าตามทิศทางราคาทองคำโลกที่ได้รับอานิสงส์จากความไม่สงบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรเฝ้าระวังตัวเลขเงินเฟ้อทั้งในไทยและต่างประเทศที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินในระยะต่อไป