ข้อมูลจากกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways หรือแกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ดังนี้
- กรอบค่าเงินบาท ประเมินการเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนเมษายน พุ่งแตะระดับ 8%YOY โดยมีปัจจัยเร่งจากราคาสินค้ากลุ่มพลังงาน
- สถานการณ์ในอิหร่าน การส่งออกน้ำมันหยุดชะงักจากปัญหาที่ท่าเรือหลัก และอิหร่านปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ จนกว่าจะทำตามเงื่อนไข
- ทิศทางดอกเบี้ยเฟด ตลาดคาดการณ์โอกาสประมาณ 40% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทและเศรษฐกิจโลก
ทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงนี้ยังคงอ้างอิงกับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาทองคำในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความกังวลด้านอุปทานพลังงานหลังจากมีการหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันที่ท่าเรือสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวยังทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออิหร่านประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาในรอบถัดไปกับสหรัฐฯ หากไม่มีการสร้างความเชื่อมั่นตามข้อตกลงที่ระบุไว้ล่วงหน้า
ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อเดือนเมษายนที่ออกมาสูงถึง 8%YOY เป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะครองชีพที่ยังคงตึงตัว แม้ว่าสินค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าและกลุ่มที่อยู่อาศัยจะเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงบ้าง แต่ด้วยต้นทุนพลังงานที่ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมของเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวลและส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของสกุลเงินดอลลาร์
จากการที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังไม่ปรับลดลงตามเป้าหมาย ทำให้เครื่องมือวัดการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยบ่งชี้ว่า ตลาดให้ความสำคัญกับโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 40% ปัจจัยนี้ส่งผลให้นักลงทุนยังคงถือครองดอลลาร์เพื่อเก็งกำไรจากผลตอบแทนที่อาจสูงขึ้น กดดันให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นได้อย่างโดดเด่นในระยะนี้
| ปัจจัยสำคัญ | สถานการณ์ปัจจุบัน | ผลกระทบต่อเงินบาท |
| ราคาน้ำมันดิบ | ปรับตัวสูงจากปัญหาในอิหร่าน | กดดันบาทให้อ่อนค่า |
| เงินเฟ้อสหรัฐฯ | อยู่ที่ระดับ 8% (สูงกว่าคาด) | ดอลลาร์แข็งค่า |
| นโยบายเฟด | โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 40% | เงินทุนไหลกลับเข้าสหรัฐฯ |