ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กรถไฟฟ้าบีทีเอส ยืนยันการเข้าร่วม โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและค่าเดินทางในชีวิตประจำวันของคนเมือง โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถนำวงเงินมาสแกนซื้อตั๋วโดยสารรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าสายสีทองได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
รายละเอียดสำคัญที่ต้องรู้ก่อนนำไปใช้งานจริง
- เงื่อนไขการสแกนจ่าย: ใช้สิทธิซื้อได้เฉพาะ บัตรโดยสารประเภทเที่ยวเดียว (Single Journey Card) เท่านั้น
- ข้อจำกัดสิทธิรายวัน: จำกัดวงเงินการใช้สิทธิจากรัฐบาลไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
- ช่วงเวลาที่ใช้งานได้: สแกนซื้อตั๋วได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน
- สิ่งที่ไม่รองรับในโครงการ: ไม่สามารถใช้เติมเงิน หรือเติมเที่ยวเดินทางในบัตรแรบบิท (Rabbit Card) ได้ และตั๋วที่ซื้อแล้วไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสด
ขั้นตอนสแกนจ่ายไทยช่วยไทยพลัส ซื้อตั๋วรถไฟฟ้า BTS ที่หน้าเคาน์เตอร์
การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในปัจจุบันสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นด้วยมาตรการร่วมจ่าย 60/40 ซึ่งระบบของธนาคารกรุงไทยได้เชื่อมโยงแอปพลิเคชันเป๋าตังเข้ากับระบบจำหน่ายตั๋วของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเรียบร้อยแล้ว ในขั้นตอนการใช้งานจริง ผู้โดยสารจำเป็นต้องเดินไปที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ ไม่สามารถใช้สิทธิสแกนจ่ายที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติได้ เนื่องจากระบบต้องการการยืนยันสิทธิผ่านเครื่องรับชำระของทางสถานีโดยตรง
ก่อนเริ่มทำรายการซื้อตั๋ว สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมคือการเช็กยอดเงินในระบบ G-Wallet ของแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยผู้ใช้สิทธิต้องเติมเงินในส่วนของตนเอง 40% ให้เพียงพอกับส่วนต่างค่าโดยสารของสถานีที่ต้องการจะเดินทาง เมื่อไปถึงห้องจำหน่ายตั๋วให้แจ้งจุดหมายปลายทางกับเจ้าหน้าที่สถานี จากนั้นเปิดแอปพลิเคชันเป๋าตัง กดเข้าแบนเนอร์โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แล้วเลือกเมนูลูกศรสแกนสิทธิ์เพื่อสแกนรหัสคิวอาร์โค้ดที่เจ้าหน้าที่ยื่นให้
หลังจากสแกนรหัสคิวอาร์โค้ดเรียบร้อยแล้ว หน้าจอแอปพลิเคชันจะแสดงยอดค่าบริการทั้งหมดพร้อมคำนวณสัดส่วนที่รัฐช่วยจ่าย 60% และยอดเงินที่หักจาก G-Wallet ของผู้อ่านเอง 40% ให้ตรวจสอบความถูกต้องของสถานีต้นทางและปลายทางก่อนกดปุ่มยืนยันการชำระเงิน จากนั้นใส่รหัส PIN 6 หลักเพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ เมื่อระบบทำการตัดเงินสำเร็จ ผู้อ่านจะได้รับสลิปอิเล็กทรอนิกส์บนหน้าจอมือถือและได้รับบัตรโดยสารเที่ยวเดียวจากเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ผ่านเข้าประตูสแกนตามปกติ
บริบทรอบตัวและข้อควรระวังในการใช้สิทธิเดินทางขนส่งสาธารณะ
การเปิดให้ใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสกับระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าสายสีทอง เป็นการขยายมาตรการช่วยเหลือให้ครอบคลุมกลุ่มคนทำงานออฟฟิศและมนุษย์เงินเดือนอย่างตรงจุด อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญที่ต้องระวังคือบัตรโดยสารเที่ยวเดียวที่ซื้อผ่านโครงการนี้จะมีอายุการใช้งานอยู่ภายในวันที่ซื้อเท่านั้น ไม่สามารถซื้อเก็บไว้ข้ามวันได้ และหากเกิดกรณีเปลี่ยนใจไม่เดินทาง บัตรโดยสารนี้จะไม่สามารถนำมาขอคืนเป็นเงินสดได้ในทุกกรณี
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่เดินทางเป็นประจำด้วยบัตรแรบบิท อาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการแวะซื้อตั๋วเที่ยวเดียวเป็นรายครั้งในช่วงระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ (มิถุนายน–กันยายน 2569) เนื่องจากระบบหลังบ้านของโครงการไม่เปิดช่องทางให้เชื่อมต่อกับการเติมเงินหรือการซื้อเที่ยวเดินทางสะสมในบัตรแรบบิท การเผื่อเวลาในการต่อคิวซื้อตั๋วที่หน้าเคาน์เตอร์ช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการตกรถไฟ
สำหรับยอดวงเงินช่วยเหลือรวมของโครงการที่ให้เดือนละ 1,000 บาท สามารถนำมาแชร์ใช้ร่วมกับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในร้านค้าอื่น ๆ ได้ด้วย โดยสิทธิรายวันสูงสุดที่รัฐช่วยออกให้ 200 บาทจะรีเซ็ตใหม่ทุกวันในเวลา 06.00 น. การตรวจสอบวงเงินคงเหลือก่อนการเดินทางในแต่ละวันจะช่วยให้ผู้อ่านวางแผนการเติมเงินและบริหารค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างแม่นยำที่สุด
สรุป
ผู้ได้รับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส สามารถใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังซื้อตั๋วโดยสารรถไฟฟ้า BTS และสายสีทองได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยต้องติดต่อซื้อบัตรเที่ยวเดียวที่ห้องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ภายใต้โควตารัฐช่วยจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ซึ่งมาตรการนี้ไม่รองรับการเติมเงินเข้าบัตรแรบบิท ผู้อ่านจึงควรวางแผนเติมเงินเข้า G-Wallet ให้พร้อมก่อนการเดินทางทุกครั้ง