ข้อมูลจากกระทรวงการคลังได้ชี้แจงไขข้อข้องใจของผู้ลงทะเบียนโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การตรวจสอบสินทรัพย์ประเภทเงินฝาก กรณีที่มีบัญชีเงินฝากร่วมกับบุคคลอื่น หรือมีบัญชีเงินฝากเพื่อผู้เยาว์ โดยมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่ากระทรวงการคลังนำบัญชีเหล่านี้มาคำนวณสิทธิด้วยอย่างแน่นอน ผ่านแนวทางการตรวจสอบดังนี้
- บัญชีเงินฝากร่วมกับคนอื่น ระบบจะใช้วิธีนำยอดเงินฝากทั้งหมดมาหารเฉลี่ยเท่ากันตามจำนวนรายชื่อผู้ถือหุ้นในบัญชีนั้น
- บัญชีเงินฝากเพื่อผู้เยาว์ ระบบจะนับยอดเงินฝากเต็มจำนวนเป็นสินทรัพย์ของผู้ลงทะเบียน (ผู้เปิดบัญชี) ทันที เนื่องจากในทางกฎหมายถือเป็นบัญชีของผู้ใหญ่ที่เปิดเพื่อเด็ก
- เกณฑ์เงินฝากสูงสุด ยอดเงินฝากรวมทุกบัญชีและสลากออมทรัพย์ของผู้ลงทะเบียน หลังจากหักลบส่วนแบ่งแล้ว ต้องมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
หลักเกณฑ์การคัดกรองสินทรัพย์และคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569
การสืบค้นข้อมูลทางการเงินของผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ในครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ในการส่งข้อมูลยอดเงินฝาก ณ ช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้ไม่สามารถปกปิดสถานะทางการเงินได้ การแบ่งสัดส่วนด้วยการหารเฉลี่ยในบัญชีร่วม ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริงที่จำเป็นต้องพึ่งพาบัญชีร่วมกับคนในครอบครัวไม่เสียสิทธิโดยเปล่าประโยชน์ ตราบใดที่มูลค่าเงินฝากส่วนแบ่งเฉลี่ยบวกกับบัญชีส่วนตัวแล้วไม่เกินเพดานที่รัฐกำหนด
นอกเหนือจากเรื่องเงินฝากธนาคารแล้ว ผู้ลงทะเบียนยังต้องผ่านเกณฑ์พื้นฐานสำคัญเพื่อเข้าสู่ระบบการคัดกรอง ไม่ว่าจะเป็นการมีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันปิดรับลงทะเบียน และต้องมีรายได้รวมส่วนบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี รวมถึงต้องไม่มีประวัติการถือครองบัตรเครดิต หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นมาตรการคัดกรองกลุ่มเปราะบางอย่างเข้มงวด
ในแง่ของการถือครองอสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะ โครงการนี้ได้แยกสัดส่วนไว้ชัดเจน โดยผู้ลงทะเบียนทั่วไปต้องมีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่ ส่วนกลุ่มเกษตรกรขยายวงเงินให้ไม่เกิน 10 ไร่ สำหรับห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร ด้านยานพาหนะห้ามมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เกิน 1 คัน (เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี หรือรถใช้งานเกษตรกรรม) เพื่อตัดสิทธิผู้ที่มีสินทรัพย์ถาวรมูลค่าสูงออกจากโครงการ
กลุ่มบุคคลต้องห้ามและเงื่อนไขตัดสิทธิรับบัตรคนจนรอบใหม่
จากการอัปเดตระบบตรวจสอบสิทธิ พบว่ากระทรวงการคลังมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อคัดกรองกลุ่มบุคคลที่ไม่เข้าข่ายผู้มีรายได้น้อย โดยระบบจะทำการตัดสิทธิอัตโนมัติหากตรวจสอบพบว่าผู้ลงทะเบียนเป็นบุคคลในกลุ่มต้องห้าม เช่น พระภิกษุ สามเณร นักบวช ผู้ต้องขัง บุคคลในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน และนักศึกษา
นอกจากนี้ กลุ่มข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างหน่วยงานรัฐที่มีรายได้หรือค่าตอบแทนเกินกว่า 100,000 บาทต่อปี รวมถึงผู้รับบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการการเมือง สส. และ สว. จะถูกตัดสิทธิทันที เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีชื่อเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผ่านการดึงข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ความละเอียดของการตรวจสิทธิรอบนี้ยังขยายไปถึงตลาดทุนและระบบประกันภัย โดยบุคคลที่มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ หรือมีบัญชีถือครองตราสารหนี้กับธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้เอาประกันชีวิตประเภทสามัญที่มียอดชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป จะถือว่าขาดคุณสมบัติทันที รวมถึงกรณีที่บิดามารดาหรือบุตรถูกนำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้พึงประเมินโดยบุคคลอื่น ก็จะถูกนำมาพิจารณาความสัมพันธ์เชิงรายได้เช่นกัน
สรุป
แนวทางการพิจารณาคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ในส่วนของบัญชีเงินฝากร่วมจะใช้หลักการหารเฉลี่ยเท่ากันทุกคน ส่วนบัญชีเพื่อผู้เยาว์จะนับเป็นเงินฝากของผู้ลงทะเบียนเต็มจำนวน โดยยอดรวมเงินฝากและสลากทั้งหมดต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี นักลงทุนหรือผู้ลงทะเบียนควรรีบตรวจสอบสถานะบัญชีของตนเองให้ถูกต้องตามเงื่อนไขเพื่อไม่ให้หลุดสิทธิในรอบนี้