กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB FM) ประเมินทิศทางค่าเงินบาทประจำวันที่ 26 มิถุนายน 2569 โดยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.25 – 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวโน้มการเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวถึงแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (Sideways) หลังได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลขดุลการค้าของไทย และการชะลอตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สรุปข้อมูลตัวเลขสถิติและปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนดังนี้
- การส่งออกของไทยเดือนพฤษภาคม: ขยายตัวเติบโตขึ้น 10.6% YOY (จากเดิมที่มีการระบุตัวเลขคลาดเคลื่อนที่ 6%) โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงขยายตัวได้ดี ส่งผลให้ภาวะการขาดดุลการค้าของไทยปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า
- การนำเข้าของไทยเดือนพฤษภาคม: มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นสูงถึง 35.1% * ดัชนีเงินเฟ้อสหรัฐฯ (PCE): รายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐานประจำเดือนพฤษภาคม ออกมาอยู่ที่ 0.45% MOM หรือคิดเป็น 4.1% YOY ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่ตลาดพยากรณ์ไว้ ส่งผลให้ภาพรวมของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) ปรับตัวลดลงชั่วคราว
- ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์: ตลาดทุนยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังจากมีรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุปริศนาในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสื่อบางสำนักระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของประเทศอิหร่าน
ผลกระทบจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการค้าระหว่างประเทศต่อเงินบาท
ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในรอบวันได้รับอิทธิพลร่วมกันระหว่างปัจจัยภายในประเทศและกระแสเศรษฐกิจโลก ในส่วนของปัจจัยในประเทศ การส่งออกเดือนพฤษภาคมที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งถึง 10.6% YOY ถือเป็นแรงพยุงสำคัญที่ทำให้การขาดดุลการค้าลดความรุนแรงลง และช่วยเพิ่มความต้องการถือครองเงินบาทในระบบการค้าโลก แม้ว่ายอดการนำเข้าสินค้าจะทะยานสูงขึ้นถึง 35.1% ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการผลิตในอนาคตก็ตาม
ทางด้านตลาดการเงินฝั่งสหรัฐฯ การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่ระดับ 4.1% YOY ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ได้ช่วยลดแรงกดดันและทำให้นักลงทุนคลายความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรงในระยะสั้น ส่งผลให้ Bond Yields ชะลอตัวลงและเปิดโอกาสให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงชั่วคราว จนเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าในกรอบ Sideways ได้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางสัญญาล่วงหน้า เช่น การทำ Options ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากสถานการณ์ความไม่มั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและภัยคุกคามเส้นทางการเดินเรือขนส่งพลังงาน อาจกลับมาเป็นตัวแปรเร่งให้อัตราเงินเฟ้อโลกและราคาน้ำมันดิบดีดตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์สลับกลับมาแข็งค่าและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ในอนาคต
| ตัวชี้วัดและปัจจัยขับเคลื่อน | สถิติและตัวเลขจริงในระบบ | แนวโน้มผลกระทบต่อค่าเงินบาท |
| กรอบการเคลื่อนไหวคาดการณ์ | 33.25 – 33.50 บาท/ดอลลาร์ | แกว่งตัวในกรอบ Sideways |
| อัตราการเติบโตของการส่งออกไทย | +10.6% YOY | ส่งผลบวกชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท |
| ดัชนีเงินเฟ้อสหรัฐฯ (PCE) | +4.1% YOY / +0.45% MOM | สอดคล้องกับคาดการณ์ ช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yields |
| สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ | มีการโจมตีเรือขนส่งสินค้า | ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจหนุนดอลลาร์แข็งค่า |
สรุป
ภาพรวมค่าเงินบาทวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงพยุงจากตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคมที่เติบโตได้ดีเกินคาดที่ 10.6% YOY ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (PCE) ที่ออกตามนัดทำให้ตลาดคลายกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ปัจจัยความเสี่ยงเรื่องความตึงเครียดและการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นที่ต้องสืบค้นและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาจสร้างความผันผวนต่อทิศทางกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ตลอดทั้งวัน