ข้อมูลจากกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประเมินทิศทาง ค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.45 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินดังนี้
- ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ เดือนเมษายนพุ่งสูงถึง 6% (YoY) ซึ่งเป็นการเร่งตัวแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 จากราคาพลังงานและภาคบริการ
- ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways แข็งค่าสอดรับกับตัวเลขเงินเฟ้อภาคการผลิตที่สูงกว่าคาดการณ์
- สต็อกน้ำมันทั่วโลก ลดลงในอัตราเร็วทำสถิติใหม่ จากปัญหาอุปทานตึงตัวในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน
ปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และราคาน้ำมันโลกกดดันค่าเงินบาท
สถานการณ์ค่าเงินบาทในปัจจุบันถูกกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่เติบโตถึง 6% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่หมดไป ปัจจัยนี้ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจมีความจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปนานกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์ยังคงมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงเงินบาท
นอกจากประเด็นเรื่องเงินเฟ้อแล้ว ตลาดพลังงานโลกกำลังเผชิญกับสภาวะสต็อกน้ำมันดิบลดลงอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบต่อการขนส่งและอุปทานน้ำมัน การที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงจะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ดัชนีราคาผู้ผลิตและเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย นักลงทุนจึงเริ่มโยกย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ในฝั่งของนโยบายในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้คำแนะนำต่อภาครัฐเกี่ยวกับการใช้เงินกู้เพื่อกระตุ้นการบริโภค โดยเสนอให้เน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) แทนการกระตุ้นแบบวงกว้าง เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยเริ่มลดน้อยลง การดำเนินนโยบายการคลังที่ระมัดระวังควบคู่ไปกับการติดตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกต้องใช้ประกอบการตัดสินใจบริหารความเสี่ยงในช่วงนี้
สรุปภาพรวมค่าเงินบาทวันนี้ยังคงมีความผันผวนตามดัชนีเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันโลก โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 32.45 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนควรติดตามตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ เพิ่มเติมเพื่อประเมินความแข็งแกร่งของกำลังซื้อที่จะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย Fed ในระยะถัดไป