ข้อมูลจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และรายงานเศรษฐกิจโลกวันที่ 29 เมษายน 2569 ระบุว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.40-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยลบหลักมาจากตลาดน้ำมันโลกที่ปั่นป่วนและทิศทางนโยบายการเงินโลกที่ตึงตัว สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
- ค่าเงินบาทอ่อนค่า: เคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ตามทิศทางดอลลาร์ที่แข็งค่าและราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง
- UAE ลาออกจาก OPEC: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศถอนตัวจากโอเปกและโอเปกพลัส มีผล 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันตามความต้องการของตนเอง
- บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yields) ปรับตัวสูงขึ้น ดึงเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ดอลลาร์
- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ): มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 0.75% แต่ส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นในเดือนมิถุนายนหากเงินเฟ้อยังพุ่งสูง
วิเคราะห์ผลกระทบ UAE ถอนตัวโอเปกและการขยับของดอกเบี้ยโลก
สถานการณ์พลังงานโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ UAE ตัดสินใจยุติความเป็นสมาชิกโอเปกที่ยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ เนื่องมาจากความขัดแย้งกับซาอุดีอาระเบียในนโยบายการจำกัดการผลิตน้ำมัน การถอนตัวครั้งนี้ทำให้ UAE สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามเป้าหมาย 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซและข้อเสนอใหม่จากอิหร่าน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของไทยสูงขึ้นและเป็นปัจจัยลบต่อค่าเงินบาท
ในฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เริ่มปรับทิศทางนโยบายการเงินชัดเจนขึ้น แม้การประชุมล่าสุดจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% แต่การปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 2.8% สะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคาอย่างหนักจากวิกฤตพลังงาน ทิศทางดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินเยนกลับมาผันผวนและกระทบต่อสกุลเงินในภูมิภาครวมถึงเงินบาท
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ทิศทางดอลลาร์สหรัฐยังคงได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่จูงใจ การอ่อนค่าของเงินบาทเหนือระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จึงเป็นจังหวะที่ต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
สรุปแนวโน้มค่าเงินบาทและกลยุทธ์รับมือ
ค่าเงินบาทในระยะสั้นยังมีแนวโน้มอ่อนค่าจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง การลาออกของ UAE จากโอเปกอาจนำไปสู่สงครามราคาน้ำมันในอนาคต แต่ในปัจจุบันความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นตัวผลักดันราคาให้สูงอยู่ นักลงทุนควรติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และทิศทางราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินจุดเปลี่ยนของค่าเงินบาท
ถาม: ทำไม UAE ลาออกจาก OPEC แล้วส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า? ตอบ: การลาออกสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก เมื่อราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนหรือพุ่งสูงขึ้น ประเทศที่นำเข้าน้ำมันเป็นหลักอย่างไทยจะมีความต้องการดอลลาร์เพื่อซื้อน้ำมันมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเงินบาทลดลงและอ่อนค่าลงในที่สุด
ถาม: ดอกเบี้ยญี่ปุ่น (BOJ) มีผลอย่างไรกับคนไทย? ตอบ: หากญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นและราคาการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดเอเชียที่อาจทำให้เงินบาทมีความผันผวนตามไปด้วย
ถาม: กรอบเงินบาท 32.40-32.70 ถือว่าอ่อนค่ามากไหมในรอบปีนี้? ตอบ: เป็นระดับที่อ่อนค่าลงตามแรงกดดันของดอลลาร์และน้ำมัน แต่ยังถือว่าเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโลก ผู้ที่มีภาระต้องใช้ดอลลาร์ควรทยอยแลกหรือทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงหากราคาขยับเข้าใกล้กรอบบนที่ 32.70 บาท