ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรประจำปี 2569/70 มีความสำคัญสูงสุดในการรักษาสิทธิ์รับเงินเยียวยาจากภาครัฐเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือโครงการประกันภัยพืชผล โดยทางภาครัฐได้เปิดช่องทางอำนวยความสะดวกให้สามารถจัดการข้อมูลได้ด้วยตนเองและผ่านเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องปฏิบัติตามดังนี้
- ช่องทางออนไลน์: ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน Farmbook (รองรับ iOS และ Android) หรือระบบ e-Form ผ่านเว็บไซต์ efarmer.doae.go.th
- ช่องทางผ่านเจ้าหน้าที่: ติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พิรุณราช ผู้นำชุมชน หรืออาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.)
- ระยะเวลาแจ้งปลูกพืช: กลุ่มข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ต้องแจ้งหลังปลูก 15-60 วัน พืชไร่แจ้งหลังปลูก 15-30 วัน ส่วนไม้ผลและไม้ยืนต้นแจ้งได้ตลอดทั้งปี
- เงื่อนไขการตัดสิทธิ์: หากไม่ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรติดต่อกัน 3 ปี สถานะในระบบจะสิ้นสุดลงทันที และจะหมดสิทธิ์รับเงินเยียวยาทุกกรณี
ขั้นตอนปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรผ่านแอป Farmbook เพื่อรักษาสิทธิ์
การปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ผ่านระบบออนไลน์เป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายเดิมที่มีฐานข้อมูลแปลงที่ดินเดิมอยู่ในระบบแล้ว การส่งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Farmbook จะช่วยลดขั้นตอนการเดินทางไปที่สำนักงานอำเภอ และทำให้ระบบฐานข้อมูลส่วนกลางอัปเดตเป็นปัจจุบันพร้อมรับการจัดสรรความช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อมีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากรัฐบาลออกมา
ขั้นตอนการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันเริ่มจากดาวน์โหลดตัวแอปพลิเคชันลงบนสมาร์ตโฟน จากนั้นเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผู้ใช้งานซึ่งเป็นเลขทะเบียนเกษตรกร 12 หลัก เมื่อเข้าสู่หน้าแรกให้เลือกเมนู “ปรับปรุงทะเบียน” แล้วกดเข้าไปที่หัวข้อ “แจ้งปลูก” จากนั้นระบบจะแสดงแปลงเอกสารสิทธิ์ที่เคยลงทะเบียนไว้ ให้เลือกแปลงที่ต้องการแล้วระบุกิจกรรมการแจ้งปลูกพร้อมกรอกข้อมูลรายละเอียดรอบการเพาะปลูกปัจจุบันให้ถูกต้องครบถ้วน
สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายใหม่ หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มแปลงที่ดินผืนใหม่เข้าสู่ระบบ จะไม่สามารถทำผ่านแอปพลิเคชันได้โดยตรง แต่จำเป็นต้องติดต่อยื่นเรื่องผ่านเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือศูนย์พิรุณราช โดยต้องเตรียมหลักฐานสำคัญไปแสดง ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง และสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิ์การถือครองที่ดินหรือหลักฐานการใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มเติมเพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ
มาตรการคว่ำบาตรสิทธิ์หากปล่อยทะเบียนค้างและกำหนดเวลาแจ้งปลูกพืช
ข้อควรระวังร้ายแรงที่อาจทำให้สูญเสียโอกาสในการรับเงินช่วยเหลือคือ เงื่อนไขเวลาในการแจ้งขึ้นทะเบียนหลังจากเริ่มต้นเพาะปลูกพืชพรรณแต่ละประเภท เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังโรงงาน จะต้องดำเนินการแจ้งปลูกภายในกรอบเวลา 15 วันแต่ไม่เกิน 60 วันนับจากวันที่เริ่มหยอดเมล็ดหรือปักดำ หากเป็นกลุ่มพืชไร่ชนิดอื่นต้องแจ้งภายใน 15-30 วัน สำหรับกลุ่มพืชยืนต้นและไม้ผลสามารถบริหารจัดการแจ้งข้อมูลได้ตลอดทั้งปีตามวงรอบการผลิต
หากเกษตรกรปล่อยปละละเลยไม่เข้ามาปรับปรุงข้อมูลกิจกรรมการเกษตรเลยติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 ปี ระบบสารสนเทศของกรมส่งเสริมการเกษตรจะทำการคัดชื่อออกและปรับสถานะให้สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งการถูกตัดชื่อออกจากทะเบียนกลางจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการประกันภัยพืชผล การรับเงินส่วนต่างราคาพืชผล และการรับเงินชดเชยค่าเสียหายจากภัยแล้งหรืออุทกภัย
ดังนั้น การตรวจสอบสถานะตนเองและการปรับปรุงข้อมูลให้ตรงกับสภาวะการเพาะปลูกจริงในทุกรอบการผลิต จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นคงและหลักประกันความเสียหายให้แก่พื้นที่ทำกินของตนเองตลอดปีการผลิตนี้
สรุป
การขึ้นทะเบียนเกษตรกร 2569 และการอัปเดตข้อมูลแจ้งปลูกเป็นสิ่งจำเป็นที่ห้ามละเลยเพื่อรักษาสิทธิ์รับเงินเยียวยาจากภาครัฐ เกษตรกรรายเดิมสามารถปรับปรุงข้อมูลแจ้งปลูกข้าวและพืชไร่ตามกรอบเวลาที่กำหนดได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Farmbook ภายใน 15-60 วันหลังเพาะปลูก ส่วนเกษตรกรรายใหม่ต้องเตรียมเอกสารสิทธิ์ที่ดินไปยื่นต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ เพื่อป้องกันการถูกตัดสิทธิ์ในระบบกรณีฐานข้อมูลไม่อัปเดตเกิน 3 ปี