ข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เผยความคืบหน้าการยกระดับสวัสดิการแห่งรัฐด้วยการเปิดตัวระบบ พม. CARE รูปแบบ e-Service บนสมาร์ตโฟน ช่วยให้อดีตกลุ่มผู้เดือดร้อนยื่นขอเงินช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเดินทางไปหน่วยงานราชการ โดยระบบดังกล่าวได้เปิดให้ประชาชนเข้าใช้งานและได้รับบริการแล้วในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีจุดเด่นและสเปกข้อมูลสำคัญดังนี้
- ระบบบริการดิจิทัล: เชื่อมโยงฐานข้อมูลการยืนยันตัวตนร่วมกับแอปพลิเคชัน ThaiD ของกรมการปกครอง และแอปพลิเคชันทางรัฐ ของรัฐบาล
- สิทธิ์สวัสดิการสังคม: รองรับการยื่นขอเงินสงเคราะห์และเงินอุดหนุนเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนจำนวน 6 ประเภทหลัก
- เกณฑ์จัดสรรงบประมาณ: มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชน 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ และครอบครัวยากจนที่มีรายได้น้อย
- ความโปร่งใสของระบบ: มีกลไกตรวจสอบข้อมูลเชิงโครงสร้างและบันทึกสถิติเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการรับเงินเยียวยาซ้ำซ้อนจากภาครัฐ
สิทธิประโยชน์ 6 ประเภทเงินสงเคราะห์ และกระบวนการพิจารณาผ่าน พม. CARE
การปรับโฉมมาเป็นระบบ พม. CARE ช่วยลดขั้นตอนทางธุรการและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวเลขเงินอุดหนุนที่ระบบเปิดให้ลงทะเบียนยื่นสิทธิ์นั้น ครอบคลุมความต้องการพื้นฐานตามหลักเกณฑ์ของกระทรวง พม. ซึ่งผู้เดือดร้อนหรือผู้ดูแลสามารถเข้าใช้สิทธิ์ผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานะและพิจารณาอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือตามกรอบเวลาที่รัฐกำหนด
ประเภทเงินเยียวยาและสวัสดิการสังคมทั้ง 6 ช่องทาง ประกอบด้วย เงินอุดหนุนช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน, เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน, เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัว, เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ, เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง และเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก ซึ่งสถิติข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปประเมินความเดือดร้อนเป็นรายบุคคล
กระบวนการอนุมัติเงินสวัสดิการในระบบดิจิทัลนี้ มีขั้นตอนการทำงานที่กระชับและรัดกุม เริ่มต้นจากการที่ประชาชนยื่นคำขอออนไลน์ จากนั้นเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมจะดำเนินการตรวจสอบเอกสารพร้อมประเมินระดับความจำเป็นเร่งด่วน เมื่อผ่านเกณฑ์คัดกรองระบบจะอนุมัติการจ่ายเงินช่วยเหลือหรือจัดหาสิ่งของสิ่งจำเป็นส่งตรงถึงมือผู้รับสิทธิ์ พร้อมทั้งบันทึกรายงานพอร์ตข้อมูลในระบบส่วนกลางเพื่อใช้ติดตามผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว
| ขั้นตอนการทำงานของระบบ | รายละเอียดการดำเนินงาน | ผลลัพธ์และสิทธิประโยชน์ที่ผู้สมัครได้รับ |
| 1. ยื่นคำขอออนไลน์ | ลงทะเบียนผ่านระบบ พม. CARE | ข้อมูลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางทันที ไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษ |
| 2. ตรวจสอบและประเมิน | เจ้าหน้าที่คัดกรองสเปกความเดือดร้อน | ทราบสถานะความคืบหน้าของคำขอผ่านระบบมือถือ |
| 3. อนุมัติและโอนเงิน | จัดสรรเงินอุดหนุนตามเกณฑ์ที่กำหนด | ได้รับเงินเยียวยาหรือสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าบัญชีโดยตรง |
| 4. บันทึกและติดตามผล | จัดเก็บประวัติในระบบ e-Service | มั่นใจสิทธิ์ไม่ตกหล่น และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง |
วิธีการเข้าใช้งานและช่องทางลงทะเบียน พม. CARE ด้วยตนเอง
ประชาชนและกลุ่มเปราะบางที่ต้องการยื่นขอเงินสงเคราะห์ สามารถเข้าใช้งานระบบ e-Service ได้โดยตรงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบนหน้าเว็บไซต์ vsmart-care.m-society.go.th โดยแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ThaiD หรือแอปพลิเคชันทางรัฐ ติดตั้งไว้บนสมาร์ตโฟนล่วงหน้า เพื่อใช้ประกอบการยืนยันตัวตนดิจิทัลและปกป้องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
การเตรียมพร้อมด้านงบประมาณเวลาและหลักฐานความเดือดร้อน เช่น บัตรประจำตัวคนพิการ หรือเอกสารแสดงสิทธิ์ผู้สูงอายุ จะช่วยให้ขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ระบบนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเปิดทางให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริงสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน
สรุป
ระบบ พม. CARE คือช่องทางดิจิทัลล่าสุดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และคนพิการ ยื่นขอเงินสงเคราะห์ 6 ประเภทผ่านสมาร์ตโฟนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ ผ่านการเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนกับ ThaiD และทางรัฐ ช่วยให้ประชาชนผู้เดือดร้อนเข้าถึงวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อนำไปใช้บริหารจัดการงบประมาณในครัวเรือนได้อย่างทันท่วงที