ข้อมูลจากกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินทิศทาง ค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยสถานการณ์เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขยับตัวสูงขึ้นและสภาวะเงินเฟ้อในฝั่งสหรัฐฯ สรุปดัชนีและตัวเลขสถิติสำคัญที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจรอบวัน มีดังนี้
- กรอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทวันนี้: 33.25 – 33.50 บาทต่อดอลลาร์ มีสัญญาณอ่อนค่าต่อเนื่อง
- คาดการณ์เงินเฟ้อสหรัฐฯ: เฟดสาขานิวยอร์กเผยตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 1 ปีข้างหน้า พุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.67% ในเดือนมิถุนายน
- ดัชนีเศรษฐกิจเอเชีย: อัตราค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคมเติบโต 3.2% (YoY) ซึ่งเป็นสถิติที่สูงกว่าระดับเงินเฟ้อในปัจจุบัน
- ปัจจัยพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์: ราคาน้ำมันดิบโลกดีดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิกถอนใบอนุญาตขายน้ำมันดิบของอิหร่านเพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ปัจจัยกดดันค่าเงินบาทวันนี้ และมาตรการทางการเงินในฝั่งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
การชะลอตัวและอ่อนค่าลงของค่าเงินบาทวันนี้ เป็นการสะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดเงินที่หันไปถือครองสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น ชนวนเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากเกิดเหตุการณ์โจมตีเรือขนส่งสินค้า ส่งผลให้สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการทางทหารตอบโต้และประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanction) ห้ามไม่ให้อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดโลก ส่งผลให้อุปทานพลังงานตึงตัวและผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกทะยานสูงขึ้นทันที
เมื่อราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตัวเลขเงินเฟ้อ โดยรายงานล่าสุดจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขานิวยอร์ก ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะ 1 ปีข้างหน้าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.67% ข้อมูลนี้ทำให้นักวิเคราะห์และผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกต้องปรับเปลี่ยนแผนงบประมาณ เนื่องจากเฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงยาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้ เพื่อควบคุมสภาวะเงินเฟ้อภาคพลังงานไม่ให้ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ
ในขณะที่ฝั่งเศรษฐกิจเอเชีย ตัวเลขค่าจ้างของแรงงานในประเทศญี่ปุ่นเดือนพฤษภาคมมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งถึง 3.2% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ สถิตินี้เป็นข้อบ่งชี้สำคัญที่ช่วยสนับสนุนแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในระยะถัดไป ความเคลื่อนไหวเชิงโครงสร้างของทั้งสองขั้วเศรษฐกิจนี้กลายเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้กระแสเงินทุนหมุนเวียนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยมีความผันผวน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เงินบาทขาดแรงหนุนชั่วคราวในวันนี้
| ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญ | ตัวเลขสถิติล่าสุดในระบบ (มิถุนายน 2026) | แนวโน้มผลกระทบต่อค่าเงินบาท |
| กรอบประมาณการแลกเปลี่ยน (SCB) | 33.25 – 33.50 บาทต่อดอลลาร์ | ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการตั้งราคาซื้อขายเงินตราต่างประเทศวันนี้ |
| คาดการณ์เงินเฟ้อเฟดนิวยอร์ก | 3.67% (ขยับสูงขึ้น) | หนุนเงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันให้สกุลเงินภูมิภาคอ่อนค่าลง |
| อัตราการเติบโตค่าจ้างญี่ปุ่น | 3.2% YoY (สูงกว่าเงินเฟ้อ) | เพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ส่งผลต่อทิศทางเงินเยน |
| สถานการณ์น้ำมันดิบโลก | พุ่งสูงขึ้นจากการคว่ำบาตรอิหร่าน | เพิ่มต้นทุนนำเข้าพลังงานของไทย เสี่ยงต่อการขาดดุลการค้า |
สรุป
ภาพรวม ทิศทางค่าเงินบาทวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัวในลักษณะอ่อนค่าในกรอบ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยโครงสร้างตลาดเงินถูกกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นหลังเกิดวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ขยับขึ้นไปแตะ 3.67% แนะนำผู้บริหารพอร์ตลงทุนและภาคธุรกิจที่ต้องทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ควรบริหารความเสี่ยงทางอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรัดกุมเพื่อรับมือกับความผันผวนนี้